logo
 

ภูมิอากาศของประเทศไทย

กระทู้ทั่วไปเหมาะสำหรับผู้ชมทุกวัย

Photo
ภูมิอากาศของประเทศไทย

ประเทศไทยมีที่ตั้งอยู่ระหว่างละติจูดที่ 53 37/ ถึง 20 27/ เหนือและลองจิจูดที่ 93 22/ ถึง 105 37/ ตะวันออก ดังนั้นประเทศไทยจึงมีที่ตั้งอยู่ใน ซีกโลกเหนือทางด้าน ตะวันออกเฉียงใต้ของภาคพื้นทวีปยูเรเซีย (ระว่างทวีปยุโรปกับทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) โดยที่ทางเหนือของประเทศประกอบด้วย ภาคพื้นดินกว้างใหญ่ ส่วนทาง ตอนใต้และทางตะวันออกของประเทศจะเป็นภาคพื้นน้ำที่กว้างใหญ่เช่นเดียวกัน จากการที่ประเทศไทยมีที่ตั้งอยู่ระหว่างพื้นดินและ พื้นน้ำที่กว้างขวางนี้เอง จึงทำให้ประเทศไทย อยู่ใต้อิทธิพลของลมมรสุมฤดูร้อนที่พัดจากน้ำเข้าสู่ภาคพื้นทวีป และลมมรสุมฤดูหนาวที่พัดจากภาคพื้นทวีปลงสู่ทะเล อันเป็นผลให้ในช่วงฤดูร้อน ประเทศไทยจะมีสภาพ อากาศชุ่มชื้นและมีฝนตกชุกติดต่อกันโดยเฉลี่ยประมาณ 6 เดือน ส่วนในช่วงฤดูหนาวจะได้รับอิทธิพลจากลมมรสุม ฤดูหนาว จึงทำให้มีสภาพอากาศที่แห้งแล้งและหนาวเย็น แต่ว่าจะปรากฎอยู่เพียงระยะเวลาสั้น ๆ คือราว ๆ 3 เดือนเท่านั้น ส่วนระยะเวลาที่เหลืออีกประมาณ 3 เดือนจะเป็นช่วงที่อากาศร้อนและแห้งแล้งมาก
อย่างไรก็ตามในช่วงผลัดเปลี่ยนฤดูของลมมรสุมที่พัดจะถือว่าเป็นระยะเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อมีระยะเวลาราว 1-2 สัปดาห์ ในช่วงเวลาดังกล่าว ทิศทางของลมที่ พัดจะ ไม่แน่นอน ถ้าหากลมมรสุมชนิดใดชนิดหนึ่งพัดแรงขึ้น อีกชนิดหนึ่งก็จะอ่อนกำลังลง ภูมิอากาศของประเทศไทยขึ้นอยู่กับระบบของที่พัดตามฤดูกาล 2 ชนิด คือ
- ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ จะเริ่มประมาณกลางเดือนตุลาคมไปจนถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ แต่บางที่อาจจะเลยไปถึงเดือนมีนาคมได้ ลมนี้มีความสัมพันธ์กับ ฤดูหนาวใน ซีกโลกเหนือ คือพื้นดินของทวีปเอเชียมีความหนาวเย็น อุณหภูมิลดลงต่ำ มีความกดอากาศสูง ซึ่งศูนย์กลางอยู่ที่ไซบีเรีย ส่วนบริเวณทางใต้มีลักษณะ ตรงกันข้าม ทำให้เกิดลมพัด จากแผ่นดินสู่พื้นน้ำ เป็นลมหนาวแห้งแล้งพัดออกจากศูนย์กลาง ความกดอากาศสูง พัดมายังประเทศไทยทางภาคเหนือ ภาคตะวันออก เฉียงเหนือ ภาคกลาง ส่วนภาคใต้ฝั่งตะวันออก ลมนี้จะพัดผ่านอ่าวไทยจึงนำฝนมาตกด้วย
- ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ในฤดูร้อนของซีกโลกเหนือ บริเวณทวีปเอเชียเป็นแหล่งความร้อนระอุ อุณหภูมิสูง ความกดอากาศต่ำ ส่วนในบริเวณน่านน้ำมหาสมุทร แปซิฟิก และอินเดีย ไม่ร้อนเท่ามีความกดอากาศสูง ทำให้มีลมพัดจากบริเวณน่านน้ำสู่พื้นทวีป เป็นลมตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อพัดข้ามเส้นศูนย์สูตรลมจะเบี่ยงเบนไปทาง ขวามือ กลายเป็นลมตะวันออก เฉียงใต้ ลมนี้จะพัดตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมไปจนถึงเดือนกันยายน ส่วนภาคใต้ของประเทศไทยลมนี้จะไปสิ้นสุดราวกลางเดือนตุลาคม ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวเป็นฤดูฝนของ ประเทศไทย
-ลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้ เป็นลมพัดประจำตลอดเวลา 3 เดือน จากเดือนกุมภาพันธ์-เดือนเมษายน เนื่องจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือถอยไปจากภาคใต้ จึงมีลมจากทาง ทิศใต้และตะวันออกเฉียงใต้พัดเข้ามาแทนที่ ลมนี้พัดมาจากความกดอากาศสูงในทะเลจีนใต้ เป็นลมที่ร้อนและชื้น ทำให้อุณหภูมิสูงโดยทั่วไป ในช่วงนี้ ภาคใต้จะมีฝนตกน้อยกว่าระยะอื่นของปี

แนวปะทะลมร้อนหรือร่องมรสุม
การที่ประเทศไทยอยู่ในอิทธิพลของลมมรสุมทั้ง 2 ฤดู ทำให้มีแนวปะทะอากาศที่เรียกว่า ร่องมรสุม (Monsoon Trough) หรือแนวปะทะลมร้อน (Intertropical Convergence Zone) เกิดขึ้น เป็นแนว ปะทะระหว่างลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ แนวปะทะนี้มีความกว้าง เปลี่ยนแปลงไปตามความรุนแรงของ มรสุมทั้งสอง ถ้ามรสุมทั้งสองด้านมีกำลังแรงขึ้นมาพร้อม ๆ กันก็บีบให้แนวปะทะนี้แคบ มีความรุนแรงในการปะทะ ทำให้เกิด เมฆและฝนตกมาก ถ้ามรสุมทั้งสองด้านมีกำลังอ่อน การปะทะของลมก็มีไม่รุนแรง แนวปะทะมีบริเวณกว้าง ลักษณะอากาศก็ไม่รุนแรง ในช่วงเปลี่ยนฤดูมรสุม ซึ่ง ประมาณ 15 วัน กระแสลมจะแปรปรวน โดยจะมีลมพัดทิศทาง ไม่แน่นอน ช่วงระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ไปถึงกลางเดือนพฤษภาคม เป็นช่วงที่ลมมรสุมตะวันออก เฉียงเหนือ อ่อนกำลังลงไปและจะมีลมฝ่ายใต้พัดปกคลุมประเทศไทยประกอบกับ พื้นดินได้รับรังสีจากดวงอาทิตย์ ทำให้เกิดหย่อมความกดอากาศต่ำ อากาศใน ประเทศไทยในระยะนี้ร้อนอบอ้าว แต่มวลอากาศเย็นจากสาธารณรัฐประชาชนจีนยังสามารถแผ่ลง มาถึงประเทศไทยตอนบนได้บ้างเป็นบางโอกาส ทำให้เกิดพายุ ฝนฟ้าคะนองอย่างแรง เดือนตุลาคมเป็นช่วงที่ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังพัดเข้าแทนที่ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ฝนจะลดลงทั่วไป ยกเว้นภาคใต้ฝั่งตะวันออก ยังคงมีฝนตกชุกอยู่ เดือนตุลาคมเป็นช่วงระยะเวลาที่พายุดีเปรสชัน เคลื่อนตัวผ่านภาคใต้ของประเทศไทย ทำให้เกิดฝนตกและน้ำท่วม ได้ฉับพลัน

ฤดูกาลของประเทศไทย
จากลักษณะภูมิอากาศตามที่กล่าวมาแล้ว ประกอบเมื่อพิจารณาตามลักษณะอุตุนิยมวิทยาแล้ว เราสามารถแบ่งฤดูกาลของประเทศไทยตอนบนได้ดังนี้
- ฤดูฝน โดยปกติแล้วฤดูฝนของประเทศไทยจะเริ่มเมื่อลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ได้พัดปกคลุมประเทศไทยแล้ว คือตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม เป็นต้นไป และไปสิ้นสุดราวกลาง เดือนตุลาคม มีระยะเวลาประมาณ 5 เดือน
- ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมไปจนถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ในระยะนี้ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือได้พัดปกคลุมประเทศไทย ทำให้อุณหภูมิลดลงทั่วไป อากาศจะหนาวเย็น ยกเว้นภาคใต้ของประเทศไทยอุณหภูมิจะลดลงได้บ้างเป็นครั้งคราวและจะมีฝนตกตามชายฝั่งทะเลตะวันออก ตั้งแต่สุราษฎร์ธานีลงไปจนถึงนราธิวาส
- ฤดูร้อน เริ่มตั้งกลางเดือนกุมภาพันธ์ไปจนถึงกลางเดือนพฤษภาคม ในระยะนี้ลมฝ่ายใต้ตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมประเทศไทย และดวงอาทิตย์กำลังเคลื่อนผ่าน เส้นศูนย์ขึ้นไปทางซีกโลกภาคเหนือ ดังนั้นดินจะสะสมความร้อนไว้และร้อนขึ้น ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือมีกำลังอ่อนลงและค่อนข้างแปรปรวน ทำให้อากาศร้อน อบอ้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนเมษายน พายุฤดูร้อนเป็นปรากฎการณ์ทางธรรมชาติที่เด่นชัดทางประเทศไทยตอนบน

อุณหภูมิของอากาศ
ถ้าหากพิจารณาอุณหภูมิของประเทศไทยแล้ว มีความผันแปรของอุณหภูมิไม่มากนัก ซึ่งความผันแปรเหล่านั้นจะเป็นไปตามฤดูกาล โดยพิจารณาค่าเฉลี่ย อุณหภูมิของ อากาศตลอดปีแล้ว ปรากฏว่า ไม่มีเดือนไหนเลยที่อุณหภูมิของอากาศลดต่ำลงกว่า 180 องศาเซลเซียส แม้ว่าจะมีบางวันที่อุณหภูมิของ อากาศบางบริเวณ ลดต่ำกว่านี้บ้างก็ตาม แต่เมื่อนำมาเฉลี่ยแล้วตลอดทั้งเดือนก็ยังสูงกว่า 180 องศาเซลเซียส ถ้าหากพิจารณาอุณหภูมิของอากาศในช่วงฤดูร้อน ซึ่งปรากฏอยู่ระหว่างปลาย เดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนพฤษภาคม จะมีค่าอยู่ราว 330 - 350 องศาเซลเซียส เดือนที่ร้อนที่สุดคือ เดือนเมษายน เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะ
1.เป็นช่วงที่พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศไทยได้รับแสงดิ่งจากดวงอาทิตย์
2.ท้องฟ้าปราศจากเมฆปกคลุม จึงทำให้ปริมาณความร้อนที่ได้รับสูงถึง 80 % อันส่งผลให้สภาพลมฟ้าอากาศร้อนอบอ้าว แต่ปราศจากฝนตก
ถ้าหากพิจารณาในช่วงฤดูฝน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ยาวนานที่สุดของประเทศไทย โดยเริ่มต้นตั้งแต่ราวสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคม และสิ้นสุดลงราว สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนพฤศจิกายน อุณหภูมิของอากาศจะสูงไม่มากนัก ท้องฟ้ามีเมฆปกคลุมอย่างหนาแน่น อุณหภูมิของอากาศโดยเฉลี่ยจะผันแปรอยู่ระหว่าง 270 - 290 องศาเซลเซียส ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ เป็นระยะเวลาที่อุณหภูมิของอากาศในประเทศไทยลดต่ำมากที่สุด บางแห่งอุณหภูมิจะลดต่ำลงถึง จุดเยือกแข็งในบางวัน เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะในช่วงเดือนดังกล่าว ประเทศไทยได้รับแสงเฉียงจากดวงอาทิตย์จึง ทำให้ปริมาณความร้อนที่ได้รับน้อยลงปรากฎการณ์ของ ดวงอาทิตย์ช่วงนี้เรียกว่า "ตะวันออกข้าว" แต่โดยเฉลี่ยแล้วอุณหภูมิของอากาศในระยะนี้จะวัดได้ราว 210 - 260 องศาเซลเซียส

ความกดอากาศ
การเปลี่ยนแปลงของความกดอากาศประจำวัน จะมีลักษณะเหมือนกันทุกภาค คือ เวลา 07.00 น. ความกดอากาศจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ และจะสูงขึ้นสูงสุดเมื่อ 10.00 น. ต่อจากนั้นจะลดลงต่ำที่สุดเวลา 16.00 น. จะสูงขึ้นอีกครั้ง จนถึงประมาณ 23.00 น. แล้วลดต่ำลงอีกครั้งเมื่อประมาณ 04.00 น. ความผันแปรของความกด อากาศในแต่ละฤดูกาล จะมีความสัมพันธ์ กับระบบของลมประจำฤดู คือ
- ในฤดูหนาวหรือหรือฤดูลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศไทยจะถูกปกคลุมด้วยระบบความกดอากาศสูง และฤดูนี้เป็นฤดูที่มีค่าความกดอากาศสูงกว่า ในฤดูอื่น ๆ
- ฤดูร้อน ความกดอากาศสูงในประเทศไทยอ่อนกำลังลง ถอยร่นขึ้นไปทางเหนือและมีบริเวณความกดอากาศต่ำเกิดขึ้น อันเนื่องมาจากความร้อนก่อตัวขึ้นใน บริเวณตอน เหนือของประเทศไทย
- ฤดูฝนเป็นฤดูที่ระบบความกดอากาศต่ำปกคลุมประเทศไทยและเป็นช่วง ที่มีความกดอากาศต่ำที่สุดในรอบปี ในช่วงเปลี่ยนลมมรสุมจากตะวันตกเฉียงใต้ เป็นตะวันออกเฉียงเหนือ (Transitition period) ทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ความกดอากาศค่อย ๆ สูงขึ้น และแบ่งเข้ามาในเขตภาคกลาง ส่วนทางภาคใต้ยังคงเป็นบริเวณความกดอากาศต่ำ

ความชื้นสัมพัทธ์ (Relative humidty)
ความชื้นสัมพัทธ์ในประเทศไทยจะเริ่มสูงขึ้นเมื่อมีลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดเข้าสู่ประเทศไทย ความชื้นสัมพัทธ์จะสูงที่สุดในระหว่างเดือนสิงหาคม - ตุลาคม คือมีค่าสูงเกิน 80 % ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน - กุมภาพันธ์ ลมหนาวพัดเข้าสู่ประเทศไทย ทำให้อากาศในประเทศไทยแห้งมาก ความชื้นสัมพัทธ์จึงต่ำมาก ในระยะนี้ ช่วงที่อากาศแห้ง มากคือเดือนธันวาคมและเดือนมกราคม และทำให้ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีความชื้นสัมพัทธ์อยู่ระหว่าง 40- 50 % แต่ภาคที่อยู่ใกล้ทะเลจะได้รับอิทธิพลจากลมทะเล ได้แก่ ภาคกลางตอนใต้ ภาคใต้ ภาคตะวันออก ความชื้นสัมพัทธ์อยู่ระหว่าง 70 -80 % ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ -กลางเดือนพฤษภาคม ลมเปลี่ยนทิศเป็นทิศใต้และตะวันออกเฉียงเหนือ ความชื้นในอากาศสูงขึ้น ความชื้นสัมพัทธ์มีค่าอยู่ระหว่าง 60 - 70 %

ประเภทของฝนที่ตกในประเทศไทย
ฝนที่ตกในประเทศไทยมีลักษณะแตกต่างกันออกไปตามสาเหตุที่เกิด ดังต่อไปนี้ คือ
1.ฝนพาความร้อน (Convectional Rain) คือฝนที่เกิดจากกลุ่มอากาศร้อนลอยตัวสูงขึ้นจนถึงจุดไอน้ำกลั่นตัวลงมาเป็นฝนในตอนเย็นและกลางคืน ลักษณะ ฝนที่ตกเป็น แบบฝนโปรย (Rain - Shower) หรือเกิดฝนตกหนักมากเป็นระยะเวลาสั้น ๆ ในขณะที่ฝนตกอาจจะมีพายุพัดรุนแรง มีลูกเห็บตก และฟ้าคะนองรุนแรง การเกิดฝนชนิดนี้จะปรากฏในเดือนมีนาคมและเดือนเมษายน
2.ฝนปะทะภูเขา (Orographic Rain) คือฝนที่เกิดจากลมที่มีความชื้นพัดไปปะทะภูเขา โดยเฉพาะลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ลมนี้จะพัดสูงขึ้นและ อุณหภูม?จะลดต่ำลงจนถึงจุดทีไอน้ำกลั่นตัวตกลงมาเป็นฝน ฝนชนิดนี้เป็นในที่ตกมากและตกบ่อยครั้ง จะเริ่มตกตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคมและสิ้นสุด ในสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนพฤศจิกายน ตามปกติมักในช่วงตอนบ่ายหรือตอนกลางคืน
3.ฝนพายุหมุน (Cyclonic Rain) ประเทศไทยตั้งอยู่ในทางผ่านของพายุหมุนซึ่งก่อตัวขึ้นในทะเลจีนใต้ แล้วเคลื่อนตัวมาทางตะวันตกเข้าสู่ชายฝั่งทะเล เวียดนาม เลยเข้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย พายุที่พัดเข้ามาในประเทศไทยมักจะอ่อนกำลังลงเป็นดีเปรสชั่นหรือหางพายุ นอกจากนี้ฝนพายุหมุนยังเกิด จากการ ปะทะของอากาศหลายกระแส ซึ่งพัดมาจากทิศทางต่าง ๆ เช่น ประเทศจีนตอนใต้ ฝนชนิดนี้จะพบในเดือนมิถุนายน - เดือนตุลาคม
4.ฝนแนวปะทะ (Frontal Rain) เป็นฝนที่เกิดจากมวลอากาศร้อนและอากาศเย็นมาพบกัน อากาศเย็นจะหนุนอากาศร้อนลอยตัวขึ้นบน อุณหภูมิของอากาศ จะลดลงจน กลั่นตัวตกลงเป็นฝน ฝนชนิดนี้จะเกิดในช่วงเดือนตุลาคม - เดือนพฤศจิกายน และช่วงเดือนกุมภาพันธ์ - เดือนเมษายน
5.ฝนมรสุม (Monsoon) เป็นฝนที่ตกในฤดูมรสุมและฝนที่ตกต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน มีปริมาณน้ำฝนมากในเมื่อร่องมรสุมพัดผ่าน
6.ฝนชะช่อมะม่วง (Mango Shower) เป็นฝนขนาดเบา เกิดจากคลื่นในกระแสลมตะวันออกพัดผ่านเข้ามาสู่ผืนแผ่นดิน จะตกในเดือนมกราคม และเดือนกุมภาพันธ์
7.ฝนฟ้าคะนอง (Thundery Rain) เป็นฝนที่ตกเป็นครั้งคราวมีฟ้าแลบ
8.ฝนซู่ฟ้าคะนอง (thundery Shower) เป็นหยาดน้ำฟ้า ที่ตกลงมามีลูกเห็บเกิดขึ้นด้วย
9.พายุฝนฟ้าคะนอง (Thunderstorm) เกิดขึ้นพร้อมกับฟ้าแลบ ฟ้าร้อง มีลูกเห็บตกด้วย
10.ฝนตกเป็นครั้งคราว (Occasional Rain) เป็นฝนที่ตกไม่ต่อเนื่องกัน หยุดนาน แล้วก็ตก ท้องฟ้าครึ้มฝนมีเมฆหนา
11.ฝนตกเป็นระยะ (Intermittent Rain) เป็นฝนที่ตกแล้วหยุด หยุดแล้วตก
12.ฝนตกต่อเนื่องกัน (Continous Rain) บางครั้งเรียกว่า "ฝนพรำ" หรืออื่น ๆ ได้แก่ ฝนเฉพาะแห่ง ฝนเป็นแห่ง และฝนกระจายเป็นบริเวณกว้าง
13.ฝนโคลน (Mud Rain) เป็นฝนที่มีละอองของดินทราย ผงฝุ่น ผสมอยู่ทำให้ฝนที่ตกลงมามีสีคล้ายน้ำโคลน
14.ฝนเลือด (Blood Rain) เป็นฝนที่มีฝุ่นสีแดงผสมอยู่มาก
15.ฝนสีเหลือง (Sulphur Rain) เป็นฝนที่มีละอองของฝุ่นสีเหลืองอยู่มาก

ลมที่พัดในประเทศไทย
ถ้าหากพิจารณาชนิดของลมที่พัดในประเทศไทย โดยยึดระยะเวลาที่พัดเป็นเกณฑ์แล้ว สามารถจำแนกชนิดของลมได้ 3 ประเภทคือ
1.ลมประจำเวลา เป็นลมที่พัดในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในรอบวันอย่างเด่นชัด ลมประเภทนี้จะมีความรุนแรงไม่มากนัก จึงมีชื่อที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า "ลมเฉื่อย (Breeze)" ลมประจำเวลาแบ่งออกได้ 4 ชนิดคือ
- ลมบก (Land Breeze) เป็นลมเฉื่อยที่พัดอย่างเด่นชัดตามบริเวณชายฝั่งทะเลในตอนกลางคืนและพัดจากชายฝั่งลงสู่ทะเล เนื่องจากในช่วงตอนกลางคืนพื้นดิน จะคลายความร้อน ได้เร็วกว่าพื้นน้ำ จึงทำให้อากาศเหนือพื้นน้ำที่ยังอุ่นและลอยตัวสูงขึ้นสู่เบื้องบน อันเป็นเหตุทำให้กระเสอากาศจากภาคพื้นดินเคลื่อนลงไปแทนที่ ทำให้เกิดลมบก (Land Breeze) ขึ้นมา ลมชนิดนี้จะพัดตั้งแต่เวลา 22.00 น. จนกระทั่งถึงเวลา 10.00 น.ของวันรุ่งขึ้น
- ลมทะเล (Land Breeze) เป็นลมที่พัดอย่างเด่นชัดในตอนกลางวันและพัดจากทะเลเข้าสู่ชายฝั่ง เนื่องจากลมนี้เป็นลมเย็น การเกิดลมชนิดนี้เนื่องมาจากความ แตกต่างของอุณหภูมิของ อากาศเหนือพื้นดินและพื้นน้ำ กล่าวคือในตอนกลางวันอุณหภูมิ ของอากาศเหนือพื้นดินจะสูงกว่าอากาศเหนือพื้นผิวน้ำ จึงทำให้มวลอากาศ เหนือพื้นดินลอย ตัวสูงขึ้นไปสู่ชั้นบรรยากาศ เบื้องบนมวลอากาศเย็นที่อยู่เหนือพื้นน้ำจึงเคลื่อนเข้ามาแทนที่และทำให้เกิดลมทะเล (Land Breeze) ปรากฏขึ้น ลมทะเลจะเริ่มพัดตอนเช้าตั้งแต่เวลา 10.00 น. และมีกำลังแรงสุดใน ตอนบ่าย จะสิ้นสุดลงเมื่อดวงอาทิตย์ตกประมาณเวลา 21.00 น. ลมทะเลสามารถพัดลึกเข้าไปใน ภาคพื้นดินห่างจากชายฝั่งราว 70 กิโลเมตร
- ลมภูเขา (Mountain Breeze) หรือลมพัดลงลาดเขา จะเป็นลมเฉื่อยที่พัดตามแดนภูเขาในตอนกลางคืน กล่าวคือในตอนกลางคืนมวลอากาศที่อยู่ตามหุบเขา ที่มีพืชพรรณธรรมชาติขึ้น อยู่อย่างหนาแน่นกว่าบนไหล่เขาที่สูงขึ้นไป จึงทำให้อากาศเหนือหุบเขาอุ่นกว่าและลอยตัวสูงขึ้น กอปรกับอุณหภูมิของอากาศตามไหล่เขา และยอดเขาลดต่ำอย่างรวดเร็ว ทำให้มวล อากาศตามไหล่เขาและยอดเขาเย็นและมีน้ำหนัก เคลื่อนที่ลงสู่หุบเขาตามอำนาจแรงดึงดูดของโลก และแรงดึงดูดที่เกิดจากการ ลอยตัวของอากาศตามหุบเขาจึงทำ ให้เกิดลมภูเขา พัดลงมาตามลาดเขา ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วจะมีความรุนแรงกว่าลมหุบเขาที่พัดในตอนกลางวันราว 6 เท่า
- ลมหุบเขา (Valley Breeze) เป็นลมที่พัดในตอนกลางวัน และช่วยลดอุณหภูมิที่ร้อนอบอ้าว ลมหุบเขาหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "ลมพัดขึ้นลาดเขา" จะเกิด ความแตกต่างของมวลอากาศ มีปรากฏระหว่างหุบเขากับยอดเขาสูง กล่าวคือในตอนกลางวันตามไหล่เขาและยอดเขาสูง ซึ่งมีพื้นผิวที่มีพืชพรรณธรรมชาติปกคลุม อยู่น้อยมาก และมีโขดหินใหญ่น้อยปรากฏกระจัด กระจายทั่วไป ส่งผลให้การดูดซับความร้อนได้ดีและรวดเร็วกว่าหุบเขา ซึ่งทำให้มวลอากาศเหนือพื้นผิวยอดเขาลอยตัว สูงขึ้นและมีมวลอากาศเย็นกว่าเบื้องล่างเคลื่อนที่ไป แทนที่ซึ่งทำให้เกิดลมหุบเขาขึ้น
2.ลมประจำฤดูกาล จะเป็นลมที่พัดเด่นชัดในช่วงฤดูใดฤดูหนึ่งมนรอบปี ซึ่งลมประจำฤดูที่ปรากฏพัดอยู่ในประเทศไทย คือ ลมมรสุม ลมชนิดนี้จะมีอิทธิพลต่อ สภาพลมฟ้าอากาศ ในประเทศไทยมาก แบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ
- ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "ลมมรสุมฤดูร้อน" เป็นลมที่พัดเด่นชัดมากในช่วงสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคมจนถึงสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนพฤศจิกายน รวมระยะเวลาประมาณ 6 เดือน เนื่องจากลมประจำฤดูชนิดนี้พัดผ่านภาคพื้นสมุทรจึงมีคุณสมบัติเป็นลมอุ่นและชุ่มชื้น ดังนั้นเมื่อประเทศไทย อยู่ภายใต้อิทธิพลของ ลมมรสุมตะวันตก เฉียงใต้ จะทำให้สภาพลมฟ้าอากาศชุ่มชื้นและมีฝนตกตลอดทั้งฤดู
- ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นลมประจำฤดูที่มีช่วงระยะเวลาการพัดสั้นกว่า แต่มีความเร็วมากกว่าลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะเกิดจาก แรงผลักของคลื่น ความกดอากาศสูงจากตอนกลางของทวีปเอเชีย และแรงดึงที่เกิดจากมวลอากาศอุ่นในมหาสมุทรอินเดียที่ลอยตัวขึ้นสู่เบื้องบน ลมมรสุมตะวันออก เฉียงเหนือ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "ลมมรสุมฤดูหนาว" มีคุณสมบัติเป็นมวลอากาศเย็นและแห้ง ดังนั้นเมื่อพัดผ่านประเทศไทยจะทำให้อุณหภูมิของอากาศลดลงและ สภาพลมฟ้าอากาศทั่วไปแห้งแล้ง ลมมรสุมชนิด นี้จะเริ่มพัดอย่างเด่นชัดในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์
3.ลมประจำถิ่น ลมประจำถิ่นที่พัดอยู่ในประเทศไทยทั้งหมดจะเป็นลมเย็น และมีความสำคัญมาก เพราะช่วยบรรเทาความร้อนจากสภาพอากาศในฤดูแห้งแล้ง ลมประจำถิ่น แบ่งออกเป็น 5 ชนิด คือ
- ลมว่าว เป็นลมเย็นที่พัดลงมาตามลำน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาและเป็นลมที่พัดนำลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ โดยจะเริ่มพัดในช่วงปลายเดือนกันยายน - เดือนตุลาคม ในช่วงที่ลมนี้เริ่ม พัดจะเป็นระยะที่ข้าวเบากำลังออกรวง ชาวบ้านจึงมักเรียกลมประจำถิ่นชนิดนี้ว่า "ลมข้าวเบา" หรือ "ลมโยกข้าวเบา" สาเหตุที่เกิดลมว่าวขึ้น เพราะเกิดหย่อมความกดอากาศต่ำขึ้นใน อ่าวไทย แต่เนื่องจากความแตกต่างของหย่อมความกดอากาศที่ปรากฏขึ้นมีน้อยมาก จึงทำให้กระแสลมที่พัดไม่รุนแรงนัก
- ลมตะเภา เป็นลมเย็นที่พัดจากทะเลเข้าสู่ชายฝั่งในช่วงเดือนมีนาคมและเดือนเมษายน โดยจะเริ่มพัดในราวเวลา 11.00 น. และพัดแรงขึ้น จะลดลงในราวเวลา 23.00 น.จนถึงเวลา 24.00 น. ลมชนิดนี้จะทำให้เกิดฝนตกในภาคกลาง เป็นฝนแบบฟ้าคะนอง ฟ้าแลบ ปริมาณน้ำฝนไม่แน่นอน สาเหตุการเกิดลมตะเภา เนื่องจากเกิด หย่อมความกดอากาศต่ำปรากฏ ในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนในท้องน้ำอ่าวไทยจะเป็นหย่อมความกดอากาศสูง แต่เนื่องจากความแตกต่างหย่อมความกดอากาศ มีไม่มากนัก จึงทำให้กระแสลมที่พัดปรากฏ ขึ้นไม่รุนแรง จากการที่ลมนี้พัดจากอ่าวไทยเข้าสู่ชายฝั่ง จึ่งช่วยพาเรือสำเภาที่มาค้าขายในประเทศไทยเข้าเทีย?ท่าเรือ บริเวณก้นอ่าวไทย ชาวบ้านจึงเรียกลมนี้ว่า "ลมตะเภา" หรือ "ลมพัทยา" เพราะเป็นลมที่พัดเด่นชัดมากในแถบชายฝั่งแห่งนี้
- ลมพัทยา เป็นลมที่พัดจากภาคตะวันออกเฉียงใต้ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ จะเริ่มพัดในต้นฤดูฝนราวเดือนพฤษภาคม ลมชนิดนี้เป็นลมร้อนและชุ่มชื้น
- ลมตะโก้ เป็นลมที่พัดจากทิศตะวันออกเฉียงใต้ จะเริ่มพัดในตอนปลายฤดูฝนราวเดือนตุลาคม
- ลมอุตรา เป็นลมที่พัดจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ไปยังทิศตะวันออกเฉียงใต้ โดยจะเริ่มพัดในต้นฤดูร้อน ราว ๆ เดือนมีนาคม โดยจะพัดเป็นครั้งคราว ทำให้เกิดฝนตกฟ้าคะนอง อากาศแปรปรวนหลายวัน

พายุหมุนเขตร้อนหรือพายุไซโคลน (Tropical Cyclone)
พายุหมุนที่พัดเข้าสู่ประเทศไทยส่วนมากก่อตัวในทะเลจีนใต้ แต่ก็มีบางครั้งที่เคลื่อนตัวมาจากมหาสมุทรแปซิฟิก พายุใต้ฝุ่น สำหรับประเทศไทยไม่ค่อยได้รับ ภัยจาก พายุใต้ฝุ่นเนื่องด้วยทางด้านตะวันออกของประเทศ ซึ่งเป็นทางที่พายุใต้ฝุ่นก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิกและทะเลจีน ใต้เคลื่อนตัวเข้ามาปะทะเทือกเขาในประเทศ เวียดนาม ลาว จึงทำให้อ่อนกำลังลงเสียก่อนเคลื่อนลงมาถึงประเทศไทย พายุดีเปรสชั่น เดือนกรกฎาคม - เดือนสิงหาคม จะเคลื่อนตัวมาจากทะเลจีนใต้เข้าสู่ประเทศไทย ทางฝั่งเวียดนาม จะมีทางเดินเข้ามาทางตอนเหนือของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือเป็นส่วนมาก เดือนกันยายน - เดือนตุลาคม พายุจะเคลื่อนตัวลงมาทาง ตอนใต้ คือเข้าทางตอนใต้ของ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และตรงเข้าสู่ภาคกลาง ทำให้ภาคกลางมีฝนตกหนาแน่น ปลายเดือนตุลาคม พายุนี้จะเข้าทางด้านแหลมอินโดจีน และ ในบางคราวนี้หลุดจากปลายแหลม อินโดจีน โดยไม่ได้ปะทะฝั่งอินโดนีเซียเลย เข้าสู่ประเทศไทยทางอ่าวไทย และปะทะฝั่งตะวันออกของอ่าวไทย สิ่งที่เกิดจาก พายุดีเปรสชันนี้ คือ ฝนตกหนักติดต่อกัน อาจจะติดต่อกันได้เป็นระยะเวลา 2-3 วัน ทางที่พายุดีเปรสชันผ่านจะทำให้ฝนตกปานกลาง ถึงตกหนักติดต่อกันตลอดทางที่ พายุนี้ผ่านไป แต่บางคราวความเร็วของลมที่มีกำลัง แรงอยู่ก็อาจทำความเสียหาย ประเทศไทยจะได้รับพายุดีเปรสชันจากฝั่งตะวันออกไม่น้อยกว่า 3-4 ลูก พายุดีเปรสชัน เป็นตัวการทำให้เกิดฝนตกแผ่เป็นบริเวณกว้าง เกือบทั่วประเทศ และตกเป็นระยะติดต่อกันได้ 2-3 วัน ทำให้แผ่นดินชุ่มชื้น โดยทั่วไปนับว่าเป็นประโยชน์มากในด้าน กสิกรรม และก็จะมีโทษมหันต์ ถ้าเข้ามากมาเกินไปทำให้เกิดอุทกภัย ก่อให้เกิดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินอย่างมาก


โหวตให้คะแนนกระทู้นี้

กระทู้ที่ 11748 คะแนนโหวต: 2.9/10 (โหวตแล้ว 23 ครั้ง)

โพสเมื่อ : Monday 8, 2012 at 9:13am
 
ยศ ปริญญาตรี ปี3

 Sex :
 Post : 5266
โพสโดย : ozone  
IP : (171.97.131.175) ชื่อสมาชิก ozone
 

ความคิดเห็นที่ : 1 (171.5.6.243)   วันที่ 2013-03-10 02:05:15

select user

คุณ : xxx

1
 
 
 

Post your comment  : แสดงความเห็น
ชื่อ
Emotions
แสดงความเห็น

logo
ลิงค์แนะนำ : เกมส์ | เกม | เกมส์แต่งตัว | เกมส์แข่งรถ | เกมส์ทำอาหาร | เกมส์ต่อสู้ | game | สถานที่ท่องเที่ยว
เรื่องฮอต : ฟังวิทยุออนไลน์ | ฟังเพลง | ดูหนังออนไลน์ | หวย | รูปตลก | ฝากรูป | กลอน | ดูทีวี| ท่องเที่ยว
ติดต่อเรา | ติดต่อโฆษณา
Copyright (c) 2004 sodazaa.com All rights reserved.